วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บทวิเคราะห์ - ด้านเนื้อหา


                การอ่านวรรณคดีเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายเพื่อให้ได้รับความรู้ความเพลิดเพลินนั้น  จะต้องอ่านอย่างพิจารณ์ไตรตรองตามหลักการอ่านวรรณคดีให้เข้าใจเรื่องราวและได้อรรถรสของเรื่องโดยพิจารณาว่าวรรณคดีเรื่องลิลิตะเลงพ่ายมีคุณค่า  แลมีความไพเราะงดงามด้านวรรณศิลป์อย่างไร  
                การอ่านในลักษณะนี้เป็นการอ่านวิจักษ์วรรณคดี  นอกจากวิจักษ์แล้วผู้อ่านวรรณคดีควรนำความรู้นการวิจักษ์ไปต่อยอด  ให้สามารถวิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีที่มีคุณค่าเรื่องอื่นๆ  ต่อไป  ซึ่งในที่นี้จะแยกพิจารณาเป็นด้านๆ  นักเรียนสามารถลิกเข้าไปศึกษาได้เลย

ด้านเนื้อหา


๑) รูปแบบ ลิลิตตะเลงพ่ายแต่งเป็นลิลิตสุภาพ ประกอบด้วยร่ายสุภาพและโคลงสุภาพ ได้แก่ โคลงสองสุภาพ โคลงสามสุภาพและโคลงสี่สุภาพสลับกันตามความเหมาะสมของเนื้อหา ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีแนวประวัติศาสตร์และเป็นวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติที่มุ่งสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช การที่ผู้แต่งเลือกใช้คำประพันธ์ประเภทร่ายสุภาพและโคลงสุภาพในงานประพันธ์ จึงนับว่าเหมาะสมอย่างยิ่งเพราะคำประพันธ์ทั้งสองประเภทนี้นิยมใช้ในการพรรณนาเรื่องราวที่สูงส่ง ศักดิ์สิทธิ์

๒) องค์ประกอบของเรื่อง
                                ๒.๑)  สาระ แก่นสำคัญของลิลิตตะเลงพ่าย คือ การยอพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชในด้านพระปรีชาสามารถทางการรบ โดยการกระทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีและได้รับชัยชนะอย่างงดงาม นอกจากพระปรีชาสามารถทางการรบแล้ว ผู้แต่งยังได้เน้นพระปรีชาสามารถในด้านการปกครองและพระจริยวัตรอันกอปรด้วยทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ สังคหวัตถุ ๔ ประการ และพระจักรวรรดิวัตร ๑๒ ประการ
                                ๒.๒)  โครงเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงนำมาจากประวัติศาสตร์ ซึ่งมีขอบเขตกำหนดเนื้อกาไว้เพียงเรื่องการทำสงครามยุทธหัตถี แต่เพื่อมิให้เนื้อเรื่องแห้งแล้งขาดชีวิตชีวาจึงทรงเพิ่มเติมเรื่องที่ไม่ใช่การสงครามเข้าไป เนื้อหาที่สำคัญเป็นหลักของเรื่อง ตะเลงพ่ายคือ การดำเนินความตามเค้าเรื่องพงศาวดาร ได้แก่ การทำสงคราม การต่อสู้แบบยุทธหัตถี การจัดทัพ และรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามตำราพิชัยสงครามและโบราณราชประเพณีทุกอย่าง สำหรับเนื้อหาที่เป็นส่วนเพิ่มเติมส่วนเสริมเรื่อง คือ บทประพันธ์ที่เป็นลักษณะนิราศ ซึ่งพรรณนาเกี่ยวกับการเดินทางและการคร่ำครวญถึงนางผู้เป็นที่รักโดยผ่านบทบาทของพระมหาอุปราชา



                                 ๒.๓)  ตัวละคร
                                      สมเด็จพระนเรศวร
                                      ๑)  มีความเป็นนักปกครองที่ดี ทรงเลือกใช้คนโดยพิจารณาจากคุณวุฒิรวมถึงทรงปรับปรุงตำราพิชัยสงครามจากของเดิมให้เหมาะสม และรัดกุมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้จากบทประพันธ์บางตอนยังแสดงให้เห็นว่าทรงเป็นนักปกครองที่พร้อมรับฟังความเห็นของขุนนางและข้าราชบริพาร ดังบทประพันธ์นี้
                                                               ทั้งมวลหมู่มาตย์ซ้อง                            สารพลัน
                                                                ทูลพระจอมจรรโลง                            เลื่องหล้า
                                                                แถลงลักษณะปางบรรพ์                      มาเทียบ ถวายแฮ
                                                                แนะที่ควรเสด็จค้า                               เศิกไซร้ไกลกรุง
                                                ๒) มีความเป็นนักรบ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นนักรบที่แท้จริง เพราะทรงรอบรู้เรื่องกระบวนศึก การจัดทัพ การเคลื่อนทัพ การตั้งค่ายตามตำราพิชัยสงครามที่สำคัญคือ พระองค์มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นเกรงต่อข้าศึก แม้จะอยู่ในลักษณะเสียเปรียบก็ไม่เกรงกลัว แต่กลับใช้บุคลิกภาพอันกล้าหาญของพระองค์เผชิญกับข้าศึกด้วยพระทัยที่มั่นคงเข้มแข็ง ดังตอนที่พระองค์ตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพพม่ามอญ
                                                                สองสุริยพงศ์ผ่านหล้า                          ขับคเซนทร์บ่ายหน้า
                                                                แขกเจ้าจอมตะเลง                                แลนา
                                                                ไป่เกรงประภาพเท่าเผ้า                        พักตร์ท่านผ่องฤาเศร้า
                                                                สู่เสี้ยนไป่หนี                                       หน้านา
                                                                ไพรีเร่งสาดซ้อง                                   โซรมปืนไฟไป่ต้อง
                                                                ตื่นเต้นแตกฉาน                                    ผ้านนา



๓) มีพระปรีชาญาณ คือ ความฉลาด รอบรู้ มีไหวพริบ สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระปรีชาญาณในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการทำศึกสงครามพระองค์ทรงสุขุม รอบคอบ ทำการศึกโดยไม่วู่วามขาดสติ ทรงพิจารณาอุบายกลศึกด้วยความรู้และประสบการณ์อย่างแท้จริง ตอนที่แสดงให้เห็นความมีพระปรีชาญาณของพระองค์ เช่น ตอนที่พระองค์ตกอยู่ในวงล้อมของข้าศึก พระองค์ทรงเห็นนายทัพฝั่งตรงข้ามที่ขี่ช้างมีฉัตรกั้นถึงสิบหกเชือก ยากที่จะแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร แต่ด้วยพระปรีชาญาณและช่างสังเกตก็เห็นนายทัพคนหนึ่งขี่ช้างมีฉัตรกั้นอยู่ใต้ร่มไม้ข่อย มีพลทหารสี่เหล่าเรียงรายอยู่จำนวนมากจึงคาดว่านายทัพคนนั้นคือ พระมหาอุปราชาแน่นอน จึงตรงเข้าไปทรงท้าพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถีด้วยวาจาสุภาพ อ่อนโยนและให้เกียรติ ซึ่งแสดงถึงพระปรีชาญาณและไหวพริบของพระองค์อย่างดียิ่ง ดังตัวอย่าง
                                                                ปิ่นสยามยลแท้ท่าน                            คะเนนึก อยู่นา
                                                                ถวิลว่าขุนศึกสำ                                  นักโน้น
                                                                ทวนทัพเทียบพันลึก                           แลหลาก หลายแฮ
                                                                ครบเครื่องอุปโภคโพ้น                      เพ่งเพี้ยงพิศวง

                                      พระมหาอุปราชา

                                                ๑) เป็นลูกกตัญญู พระมหาอุปราชาทรงเกรงสมเด็จพระนเรศวรในเรื่องฝีมือและความอาจหาญ แต่จำเป็นต้องยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา เพราะขัดพระบรมราชโองการไม่ได้ ในระหว่างเดินทัพมาได้เกิดลางร้ายต่างๆ พระมหาอุปราชาเกิดความโศกเศร้าเสียพระทัพเพราะไม่มั่นพระทัพว่าจะได้รับชัยชนะ ทำให้ทรงห่วงใยพระราชบิดายิ่งนัก ข้อความที่แสดงให้เห็นความกตัญญูของพระมหาอุปราชา คือ ตอนที่คร่ำครวญถึงพระราชบิดาว่าจะว้าเหว่และขาดคู่คิดในการทำสงคราม และพระองค์เองก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณของพระบิดาได้



                                                                พระเนานัคเรศอ้า                                 เอองค์
                                                                ฤาบ่มีใครคง                                        คู่ร้อน
                                                                จักริจักเริ่มรงค์                                     ฤาลุ แล้วแฮ
                                                                พระจักขุ่นจักข้อน                               จักแค้นคับทรวง
                                                                พระคุณตวงเพียบพื้น                           ภูวดล
                                                                เต็มตรลอดแหล่งบน                            บ่อนใต้
                                                                พระเกิดพระก่อนชนม์                         ชุบชีพ มานา
                                                                เกรงบ่ทันลูกได้                                    กลับเต้าตอบสนอง
                                               ๒)  มีพระทัยอ่อนไหว พระมหาอุปราชาทรงพระทมทุกข์มาก ไม่ต้องการออกรบ เพราะเสียขวัญกำลังใจจากการที่โหรทำนายว่าจะถึงฆาต สูญเสียความภูมิใจในฐานะพระโอรสแห่งกษัตริย์หงสาวดี เพราะถูกเยาะเย้ยให้อับอายในที่ประชุมขุนนาง พระองค์ทรงมีแต่ความเศร้าโศกเสียพระทัยที่ต้องจากบ้านเมือง จากความสุขสบายที่เคยได้รับ เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในวังพรั่งพร้อมด้วยพระสนม เพราะเป็นคนที่อ่อนไหวในอารมณ์ ทำให้ระทมทุกข์ ขณะเดินทางก็คิดถึงนางอันเป็นที่รักด้วยความอาลัยอาวรณ์ตลอดเวลา พบเห็นสิ่งใดก็อดไม่ได้ที่จะนำมาเปรียบเทียบกับความรัก ความคิดถึงที่พระองค์มีให้แก่พระสนม
                                                                มาเดียวเปลี่ยวอกอ้า                             อายสู
                                                                สถิตอยู่เอ้องค์ดู                                    ละห้อย
                                                                พิศโพ้นพฤกษ์พบู                                บานเบิก ใจนา
                                                                พลางคะนึงนุชน้อย                              แน่งเนื้อนวลสงวน
                                                ๓) มีขัตติยมานะ คือ การถือตัวว่าเป็นกษัตริย์ ถึงแม้พระมหาอุปราชาจะมีความประหวั่นพรั่นพรึงว่าจะต้องสูญเสียชีวิตในการทำศึกสงคราม และมีความโศกเศร้าสักเพียงใด แต่ด้วยขัตติยมานะ พระองค์ก็เดินทัพไปด้วยความหยิ่งทะนงในพระองค์เอง ขัตติยมานะของพระองค์ทำให้เมื่อพระองค์ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดเป็นจอมทัพฝ่ายไทย ก็วางแผนทำศึกทันทีทั้งๆที่ยังมีความหวาดหวั่นในพระทัยอยู่
                ครั้นพระบาทได้สดับ ธก็ทราบสรรพโดยควร ว่านเรศวรกษัตรา กับเอกาทศรุถ ยกมายุทธ์แย้งรงค์ แล้วพระองค์ตรัสถาม สามสมิงนายกองม้า ถ้าจักประมาณพลไกร สักเท่าใดดูตระหนัก ตรัสซ้ำซักเขาสนอง ว่าพลผองทั้งเสร็จ ประมาณสิบเจ็ดสิบแปดหมื่น ดูดาษดื่นท่งกว้าง ครั้นเจ้าช้างทรงสดับ ธก็ตรัสแก่ขุนทัพขุนกอง ว่าซึ่งสองกษัตริย์กล้า ออกมาถ้ารอรับ เป็นพยุหทัพใหญ่ยง คงเขาน้อยกว่าเรา มากกว่าเขาหลายส่วน จำเราด่วนจู่โจม โหมหักเอาแต่แรก ตีให้แตกย่นย่อย ค่อยเบาแรงเบามือ เร็วเร่งฮือเข้าห้อม ล้อมกรุงเทพทวารัติ ชิงเอาฉัตรตัดเข็ญ เห็นได้เวียงโดยสะดวก แล้วธส่งพวกขุนพล เทียบพหลทุกทัพ สรรพแต่สามยามเสร็จ ตีสิบเอ็ดนาฬิกา จักยาตราทัพขันธ์ กันเอารุ่งไว้หน้า เร็วเร่งจัดอย่าช้า พรุ่งเช้าเราตี เทอญนา 


๒.๔) ฉากและบรรยากาศ ฉากที่ปรากฏในเรื่องตอนที่เรียน คือ เหตุการณ์ภายในเมืองมอญและบรรยากาศระหว่างการเดินทัพของพระมหาอุปราชาจากเมืองมอญสู่กาญจนบุรี ผู้แต่งได้บรรยายฉากและบรรยากาศได้สมจริงสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง
เหตุการณ์ภายในเมืองมอญ
                ฝ่ายพระนครรามัญ ขัณฑ์เขตด้าวอัสดง หงสาวดีบุเรศ รั่วรู้เหตุบมิหึง แห่งเอิกอึงกิดาการ ฝ่ายพสุธารออกทิศ ว่าอดิศวรกษัตรา มหาธรรมราชนรินทร์ เจ้าปัฐพินทร์ผ่านทวีป ดีบชนมชีพพิราลัย เอารสไทนฤเบศ นเรศวรเสวยศวรรยา แจ้งกิจจาตระหนัก จึ่งพระปิ่นปีกธาษตรี บุรีรัตนหงสา ธก็บัญชาพิภาษ ด้วยมวลมาตยากร ว่านครรามินทร์ ผลัดแผ่นดินเปลี่ยนราช เยียววิวาทชิงฉัตร เพื่อกษัตริย์สองสู้ บร้างรู้เหตุผล ควรยาตรพลไปเยือน เตือนประยุทธ์เอาเปรียบ แม้นไป่เรียบเป็นที โจมจู่ยีย่ำภพ เสนีนบนึกชอบ ระบอบเบื้องบรรหาร ธก็เอื้อนสารเสาวพจน์ แด่เอารสยศเยศ องค์อิศเรศอุปราช ให้ยกยาตราทัพ กับนครเชียงใหม่ เป็นพยุหใหญ่ห้าแสน ไปเหยียบแดนปราจีน
การเดินทัพของพระมหาอุปราชาจากเมืองมอญสู่กาญจนบุรี
                                                                ล่วงลุด่านเจดีย์                                     สามองค์มีแห่งหั้น
                                                                แดนต่อแดนกันนั้น                             เพื่อรู้ราวทาง
                                                                ขับพลวางเข้าแหล่ง                             แห่งอยุธเยศหล้า
                                                                แลธุลีฟุ้งฟ้า                                          มืดคลุ้มมัวมล ยิ่งนา
                                                                                                                ฯลฯ
                                ๒.๕) กลวิธีในการแต่ง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงดำเนินเรื่องตามธรรมเนียมนิยมในการแต่ง กล่าวคือ เริ่มด้วยบทสดุดี มีเนื้อเรื่องและตอนท้ายกล่าวสดุดีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและจบด้วยการกล่าวถึงจุดมุ่งหมายของกวี บอกชื่อความเป็นมาและคำอธิษฐานของพระองค์ท่าน การนำเสนอเรื่อง พระองค์ไม่ได้สอดแทรกคพวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ลงไป คือ ไม่นำตัวตนของกวีไปแทรกในเรื่อง
                การสร้างและให้บทบาทบุคคลในเรื่อง กวีมุ่งแสดงให้เห็นพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงมีการแทรกเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ พระปรีชาสามารถในการใช้คำพูดโดยใช้หลักจิตวิทยาในการท้าพระมหาอุปราชาออกรบและความกล้าหาญ ดังนั้น บทบาทของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงเป็นประดุจสมมติเทพและเป็นบุคคลตามอุดมคติ ในการทำสงครามก็ตรัสปรึกษาแม่ทัพนายกองและพระองค์ก็เป็นผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เมือทรงลงโทษประหารชีวิตทหารที่ติดตามพระองค์ไม่ทัน ก็ให้รอพ้นวันพระเสียก่อน เป็นต้น และเมื่อได้ฟังคำขอพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระวันรัตก็พระราชทานอภัยโทษให้โดยไม่มีทิฐิทำให้พระเกียรติคุณของพระองค์ปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้น



คำศัพท์







วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

เนื้อเรื่อง ตอนที่ ๑๐ - ๑๒

ตอน ๑๐ ยุทธหัตถีและชัยชนะของไทย



โคลง๔
                                                                นฤบาลบพิตรเผ้า                 ภูวนา ยกแฮ
                                                ผายสิหนาทกถา                                   ท่านพร้อง
                                                ไพเราะราชสุภา-                                 ษิตสื่อ สารนา
                                                เสนอบ่มีข้อข้อง                                   ขุ่นแค้นคำไข

                              
                                                                อ้าไทภูธเรศหล้า                  แหล่งตะเลง โลกฤๅ
                                                เผยพระยศยินเยง                                 ย่านแกล้ว
                                                สิบทิศทั่วลือละเวง                              หวั่นเดช ท่านนา
                                                ไป่เริ่มรอฤทธิ์แผ้ว                               เผือดกล้าแกลนหนี

                                                                พระพี่พระผู้ผ่าน                 ภพอุต- ดมเอย
                                                ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด                          ร่มไม้
                                                เชิญราชร่วมคชยุทธิ์                           เผยยอเกียรติ ไว้แฮ
                                                สืบกว่าสองเราไสร้                              สุดสิ้นฤๅมี

                                                                หัสดีรณเรศอ้าง                    อวสาน นี้นา
                                                นับอนาคตกาล                                     ห่อนพ้อง
                                                ขัตติยายุทธ์บรรหาร                            คชคู่ กันแฮ
                                                คงแต่เผือพี่น้อง                                   ตราบฟ้าดินกษัย

                                                                ไว้เป็นมหรสพซ้อง             สุขศานติ์
                                                สำหรับราชสำราญ                              เริ่มรั้ง
                                                บำเทิงหฤทัยบาน                 ประดิยุทธ์ นั้นนา
                                                เสนอเนตรมนุษย์ตั้ง                           แต่หล้าเลอสรวง

                               
                                                                ป่วงไท้เทเวศทั้ง                   พรหมมาน
                                                เชิญประชุมในสถาน                          ที่นี้
                                                ชมชื่นคชบำราญ                                 ตูต่อ กันแฮ
                                                ใครเชี่ยวใครชาญชี้                             ชเยศอ้างอวยเฉลิม

                                                                หวันเริ่มคุณเกียรติก้อง       กลางรงค์
                                                ยืนพระยศอยู่คง                                   คู่หล้า
                                                สงครามกษัตริย์ทรง                            ภพแผ่น สองฤๅ
                                                สองราชรอนฤทธิ์ร้า                            เรื่องรู้สรเสริญ

                                                                ดำเนินพจน์พากย์พร้อง     พรรณนา
                                                องค์อัครอุปราชา                                  ท่านแจ้ง
                                                กอบเกิดขัตติยมา-                                นะนึก หาญเฮย
                                                ขับคชเข้ายุทธ์แย้ง                               ด่วนด้วยโดยถวิล

                                                                หัสดินปิ่นธเรศไท้               โททรง
                                                คือสมิทธิมาตงค์                                  หนึ่งอ้าง
                                                หนึ่งคือศิริเมขล์มง                              คลอาสน์ มารเอย
                                                เศียรส่ายหงายงาคว้าง                        ไขว่แคว้งแทงโถม

                                
                                                                สองโจมสองจู่จ้วง               บำรู
                                                สองขัตติยสองขอชู                             เชิดด้ำ
                                                กระลึงกระลอกดู                                 ไวว่อง นักนา
                                                ควาญขับคชแข่งค้ำ                              เข่นเขี้ยวในสนาม

                                                                งามสองสุริยราชล้ำ             เลอพิศ นาพ่อ
                                                พ่างพัชรินทรไพจิตร                          ศึกสร้าง
                                                ฤๅรามเริ่มรณฤทธิ์                               รบราพณ์ แลฤๅ
                                                ทุกเทศทุกทิศอ้าง                 อื่นไท้ไป่เทียม

                                                                ขุนเสียมสามรรถต้าน         ขุนตะเลง
                                                ขุนต่อขุนไป่เยง                                   หย่อนห้าว
                                                ยอหัตถ์เทิดลบองเลบง                       อังกุศ ไกวแฮ
                                                งามเร่งงามโทท้าว                               ท่านสู้ศึกสาร

                                                                คชยานขัตติเยศเบื้อง           ออกถวัลย์
                                                โถมปะทะไป่ทัน                                 เหยียบยั้ง
                                                สารทรงราชรามัญ                               ลงล่าง แลนา
                                                เสยส่ายท้ายทันต์ทั้ง                            คู้ค้ำคางเขิน

                             
                                                                ดำเนินหนุนถนัดได้            เชิงชิด
                                                หน่อนเรนทรทิศ                                 ตกด้าว
                                                เสด็จวราฤทธิ์                                        รำร่อน ขอแฮ
                                                ฟอนฟาดแสงของ้าว                           อยู่เพี้ยงจักรผัน

                                                                เบื้องนั้นนฤนาถผู้               สยามมินทร์
                                                เบี่ยงพระมาลาผิน                               ห่อนพ้อง
                                                ศัสตราวุธอรินทร์                 ฤๅถูก องค์เอย
                                                เพราะพระหัตถ์หากป้อง                   ปัดด้วยขอทรง

                                                                บัดมงคลพ่าห์ไท้                  ทวารัติ
                                                แว้งเหวี่ยงเบี่ยงเศียรสะบัด                ตกใต้
                                                อุกคลุกพลุกเงยงัด                               คอคช เศิกแฮ
                                                เบนบ่ายหงายแหงนให้                      ท่วงท้อทีถอย

                                                                พลอยพล้ำเพลียกถ้าท่าน  ในรณ
                                                บัดราชฟาดแสงพล-                           พ่ายฟ้อน
                                                พระเดชพระแสดงดล                        เผด็จคู่ เข็ญแฮ
                                                ถนัดพระอังสางข้อน                          ขาดด้าวโดยขวา


                                                                อุรารานร้าวแยก                   ยลสยบ
                                                เอนพระองค์ลงทบ                              ท่าวดิ้น
                                                เหนือคอคชซอนซบ                           สังเวช
                                                วายชิวาตม์สิ้นสุด                                สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

                                                                บั้นท้ายคชาเรศท้าว             ไทยไผท
                                                ถึงพิราลัยลาญ                                      ชีพมล้าง
                                                เพราะเพื่อพิพิธไพ-                             รีราช แลนา
                                                โซรมสาดตราดปืนขว้าง                    ตอกต้องตนสลาย

                                                                ฝ่ายองค์อิศวรนาถน้อง       นฤบาล
                                                แสดงยศคชยุทธยาน                           ยาตรเต้า
                                                มางจาชโรราญ                                     ฤทธิ์ราช แลฤๅ
                                                เร็วเร่งคเชนทรเข้า                              เข่นค้ำบำรู

                                                                บัดภูธเรศพ่าห์ได้ เชิงชน
                                                ลงล่างง้างโททนต์                               เทิดใต้
                                                พัชเนียงเบี่ยงเบนตน                          เซซวน ไปแฮ
                                                หัวปั่นหันข้างให้                                 เพลี่ยงพลั้งเสียที

                                
                                                                ภูมีมือง่าง้าว                         ของอน
                                                ฟันฟาดขาดคอบร                               บั่นเกล้า
                                                อินทรีย์ซบกุญชร                 เมือชีพ แลเฮย
                                                เผลพระเกียรติผ่านเผ้า                        พี่น้องสองไท

                                                                ทันใดกลางคชเจ้า                จุลจักร
                                                มลายชิพิตลาญทัก                               ท่าวซ้ำ
                                                เหลือหลามเหล่าปรปักษ์                    ปืนป่าย เอาเฮย
                                                ตรึงอกพกตกขว้ำ                 อยู่เบื้องบนสาร

                                                                พระราญอริราชด้วย            เดโช
                                                สี่ทาสสนองบาทโท                            ท่านท้าว
                                                พระยศยิ่งภิยโย                                    ผ่านแผ่ ภพนา
                                                สองรอดโดยเสด็จด้าว                         ศึกสู้เสียสอง
ร่าย
                จึ่งกองพยุหทวยทัพ สรรพหลังหน้าขวาซ้าย ผ้ายทันธิบดินทร์ ขณะอรินทรพินาศ ขาดคอคชสองเสร็จ ต่างรีบระเห็จเข้าโรม โหมหักหาญราญรุก บุกบั่นฟันแทงฆ่า พม่ามอญไทยใหญ่ ไล่ล้างลาวดาษดวน ไล่มล้างยวนดาษดื่น ตื่นกันแตกกันตายหลายเหลือนับเนืองนอง กองก่ายกายรายหัว ตัวขาแขนเด็ดดาษ กลาดกลางท่งกลางเถื่อน เกลื่อนกลางดงกลางดอน แล่นซอกซอนซนซุก บุกทุกภายพ่ายแพ้ เพราะพระเดชท่านแท้ หากให้ขาดเข็ญ แลนา


โคลง๒
                                เห็นประภาพเจ้าช้าง เชี่ยวกว่าเชี่ยวเหลืออ้าง               เอิกอื้ออัศจรรย์ ยิ่งนา
                                ขวัญหนีดีฝ่อพ้น พวกอเรนทร์ด่วนด้น                           ดัดดั้นทางทวน ไปนา
ฯลฯ
ถอดความ
                สมเด็จพระนเรศวรทรงมีพระราชดำรัสทักทายพระมหาอุปราชาว่า ทรงเป็นใหญ่แห่งประเทศมอญ พระเกียรติยศเลื่องลือไปไกลทั่วทั้งสิบทิศ ข้าศึกได้ยินก็เกรงกลัวพระบรมเดชานุภาพไม่กล้าสู้รบพากันหนีไป ทรงปกครองประเทศอันบริบูรณ์ ไม่สมควรที่พระมหาอุปราชาจะประทับอยู่ใต้ร่มไม้ พร้อมกับเชิญมหาอุปราชา เสด็จมาทำยุทธหัตถี เพื่อแสดงเกียรติยศให้ปรากฏ ต่อจากรัชสมัยของทั้งสองพระองค์จะไม่มีอีกแล้ว การทำยุทธหัตถีก็เปรียบประดุจการเล่นที่รื่นเริงของกษัตริย์เพื่อให้ชมเล่นเป็นขวัญตาแก่มนุษย์จนถึงเมืองสวรรค์ สมเด็จพระนเรศวรได้ขอทูลเชิญเทวดาและพรหมทั้งปวง มาประชุมเพื่อชมการยุทธหัตถี และขอทรงอวยพรให้ผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าได้รับชัยชนะหวังจะให้ พระเกียรติยศในการรบครั้งนี้ดำรงอยู่ชั่วฟ้าดิน เป็นที่ยกย่องสรรเสริญตลอดไป เมื่อพระมหาอุปราชาได้ทรงสดับก็เกิดขัตติยะมานะทรงรับคำท้าต่อสู้กัน จนถูกพระแสงของ้าวของสมเด็จพระนเรศวรฟันพระอังสาขวาขาดสะพายแล่ง พระวรกายก็เอนซบสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง ขณะนั้นควาญช้างของสมเด็จ พระนเรศวร คือ นายมหานุภาพก็ถูกปืนข้าศึกเสียชีวิต ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทำยุทธหัตถีกับ มางจาชโร (พระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชา) พระเอกาทศรถได้ใช้พระแสงของ้าวฟันถูกมางจาชโรตายซบอยู่บนหลังพลายพัชเนียง ส่วนกลางช้างของพระเอกาทศรถ คือ หมื่นภักดีศวรก็ถูกปืนข้าศึกตาย ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพราะพระบรมเดชานุภาพของทั้งสองพระองค์ เพราะมีทหารตามเสด็จเพียงสี่คน พระเกียรติยศจึงแผ่ไปไกล ทหารที่ติดตามไปตายสองคนและรอดกลับมาสองคน จากนั้นเมื่อกองทัพไทยติดตามมาทัน ต่างรีบเข้ามาช่วยรบ ฆ่าฟันทหาร พม่า มอญ ไทยใหญ่ ลาว เชียงใหม่ ตายลงจำนวนมากเหลือคณานับ ที่เหลือบุกป่าฝ่าดงหนีไป ทั้งนี้เป็นพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร 


ตอน ๑๑ พระนเรศวรทรงสร้างสถูปและปูนบำเหน็จทหาร

โคลง๔
                                                                ราชาชัเยศอื้น                       โองการ
                                                รังสฤษฏ์พระสถูปสถาน                    ทึ่มล้าง
                                                ขุนเข็ญคู่รำบาญ                                   สวมศพ ไว้แฮ
                                                หนตระพังตรุสร้าง                             สืบหล้าแหล่งเฉลิม

ร่าย
                เสร็จเริ่มรณแล้วไสร้ ธให้เจ้าเมืองมล่วน ถ้วนทั้งคชหมอควาญ จำทูลสารเสียรงค์ องค์อุปราชเอารส ขาดคชลาญชีพ รีบเร็วยาตรอย่าหึง ไปแจ้งอึงกฤษฎาการ แด่มหิบาลผู้เผ้า เจ้าแผ่นภพหงสา แล้วธให้คลาพยุหทัพ กลับคืนครองครอบเหล้า เถลิงอยุธยเย็นเกล้า ทั่วทวยสยาม สิ้นนา

โคลง๔
                                                                กรุงรามฤทธิ์เฟื่องฟ้า          ฟู่ภพ
                                                ตระบัดบพิตรปรารภ                           ชอบพ้น
                                                เจ้ารามราฆพ                                        คงคู่ เสด็จนา
                                                ตำแหน่งกลางช้างต้น                         ต่อด้วยดัสกร

                                                                กุญชรวรพ่าห์ท้าย                เถลิงงาน
                                                องค์อนุชนฤบาล                                  บั่นเสี้ยน
                                                ขุนศรีคชคงชาญ                                  ชเยศ ยิ่งนา
                                                สนองบาทยาตรยุทธ์เที้ยน เพื่อนไท้ในรณ

                                                                สองผจญอริราชด้วย            โดยเสด็จ
                                                คุณขอบตอบบำเหน็จ                          ท่านให้
                                               ครบเครื่องอุปโภคเสร็จ                      ทุกสิ่ง สรรพแฮ
                                                เงินและทองทาสใช้                            อีกทั้งทวยเชลย
   
                                                                แล้วเผยพจนารถชั้น            บรรหาร
                                                ยกชอบกอบบำนาญ                            ที่ม้วย
                                                นายมหานุภาพควาญ                          กลางคชหนี่งนา
                                                หมื่นภักดีศวรด้วย                               ศึกสู้เสียตน

                                                                บัดดลดำรัสให้                      ปูนยศ
                                                ทรัพย์สิ่งศรีสำรด                 ทั่วทั้ง
                                                บุตรทารท่านแทนทด                          ความชอบ เขานา
                                                สมที่ภักดีตั้ง                                          ต่อเหง้าเผ่าเฉลิม


ร่าย
                เพิ่มบำเหน็จเสร็จไซร้ ธให้เชิญพระอัยการศึก ปรึกษาโทษขุนทัพ สรรพทั้งมวลหมู่มาตย์ ว่าอริราชริปู ยกพยูหเหยียบเขต ประเวศชานเวียงชัย พระบาทไทธทั้งสอง ปองพระศาสน์อำรุง ผดุงชุมชีทวิชาติ ทั่วทวยราษฎร์ประชา ไป่ระอาออกท้อ ข้อลำเค็ญพระองค์ ทรงพระอุตสาหภาพ เสด็จปราบราชอรี ปวงมนตรีนายทัพ สรรพทุกตนทุกตัว กลัวอเรนทร์เหลือล้น พ้นยิ่งพระราชอาชญา ไป่ยาตราพลขันธ์ ทันเสด็จด้าวรณรงค์ มละสารทรงสองเต้า เข้าท่ามกลางปัจนึก ถึงสู้ศึกหัสดี มีชเยศเสร็จสรรพ โทษขุนทัพทั้งมวล ควรประการใดไสร้ โดยระบอบแบบไว้ แต่เบื้องโบราณ รีตนา
ฯลฯ

โคลง๒
                                                                ถวายพิพากษาชั้น                ดำรัสโดยเหตุหั้น
                                                แห่งเบื้องบันทึก                                  โทษนา

                                                                คำนึงนึกบาปใกล้                วันบัณรสีไซร้
                                                จวบเข้าควรงด                                      หน่อยนา
    
                                                                กำหนดพรุกเพ็ญแท้            พันธนาไว้แล้
                                                ตรุตรึ้งตรากขัง                                     มั่นนา
โคลง๓
                                                                ตั้งแต่ปาฏิบท         ล่วงอุโบสถเสด็จแล้ว
                                                เร่งสฤษฏ์โทษอย่าแคล้ว     คลาดด้าวดำเนิน บทนา

ถอดความ
                สมเด็จพระนเรศวรมีรับสั่งให้สร้างสถูปสวมทับที่พระองค์ทรงทำยุทธหัตถี ณ ตำบลตระพังตรุ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสืบต่อไป จากนั้นโปรดให้เจ้าเมือง มล่วน รวมทั้งควาญช้างกลับ ไปแจ้งข่าวการแพ้สงครามและการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาแก่พระเจ้าหงสาวดี แล้วพระองค์ก็ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา จากนั้นก็ทรงพระราชทานความดีความชอบแก่ พระยารามราฆพ ( กลางช้างของพระนเรศวร ) และ ขุนศรีคชคง ( ควาญช้างของพระเอกาทศรถ ) โดยพระราชทานบำเหน็จ เครื่องอุปโภค เงิน ทอง ทาส และเชลยให้แล้วก็พระราชทานบำนาญแก่บุตรภรรยาของ นายมหานุภาพ และ หมื่นภักดีศวร ที่เสียชีวิตในสงครามให้สมกับความดีความชอบและความจงรักภักดี 
                ต่อมาทรงปรึกษาโทษแม่ทัพนายกองตามกฎอัยการศึกเมื่อข้าศึกเหยียบแดนถึงชานพระนคร พระองค์และพระเอกาทศรถทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำนุบำรุงเหล่าสมณพราหมณ์และประชาราษฎรมิได้ย่อท้อต่อความยากลำบาก ทรงพระราชอุตสาหะเสด็จออกไปปราบอริราชศัตรู แต่แม่ทัพนายกองทั้งปวงกลับกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระอาญา ตามเสด็จไม่ทัน ปล่อยให้ทั้งสองพระองค์ทรงช้างพระที่นั่งฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึกตามลำพัง จนมีชัยชนะ ลูกขุนเห็นว่าจะได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่เนื่องจากใกล้วัน ๑๕ ค่ำ ( บัณรสี ) จึงทรงพระกรุณางดโทษไว้ก่อน ต่อวันหนึ่งค่ำ (ปาฏิบท) จึงให้ลงโทษประหาร


ตอน ๑๒ ขอพระราชทานอภัยโทษ

ร่าย 
                ไป่เกินกาลท่านสั่ง กระทั่งแรมสิบห้าค่ำ ย่ำสองนาฬิกาปลาย ทำงนงายพอเสร็จ จึ่งสมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้วแคล้วคลา กับราชาคณะสงฆ์ ยี่สิบห้าองค์สองแผนก แฉกงาสานสรล้าย ผ้ายลุยังวังราช พระบาทธให้นิมนต์ ดลเรือนรัตนมาฬก ตกแต่งอาสน์ลาดเจียม เตรียมเสร็จสงฆ์สู่สถิต บพิตรกรกรรมพุม ชุมบรรพชิตแช่มชื่น ขุนชีอื้นอวยพร ถามข่าวจรจอมภพ ซึ่งเสด็จรบพารณ จนอเรนทรพินาศ ขาดคอคชในรงค์ จึ่งพระองค์อิศเรศ บรรหารเหตุจำบัง จอมสงฆ์ฟังซั้นขาน พระราชสมภารมีชัย ใดทวยบาทมูลิกา ต้องอาชญายินแหนง ตรัสแสดงโดยดับ ว่านายทัพทั้งผอง เกณฑ์เข้ากองพยูห์ โยมสองตูต่อเข็ญ มันเห็นเศิกสระทก ตระดกดาระรัว ยิ่งกว่ากลัวสวามิศบเต้าติดตูต้อย มละแต่ข้อยสองคน เข้าโรมรณราวิศ ในอมิตรหมู่กลาง แสนเสนางค์เนืองบร จนราญรอนไอยเรศ ลุชเยศมฤตยู จึ่งได้ดูหน้ามัน เพื่อมหันตบารเมศ เบื้องบุเรศบำรุง ผดุงเดชเผือพี่น้อง ผิบพ้องบุญบูรพ์ไอยศูรย์เสียมภพ ตรลบเลื่องขามนามตะเลง ลือละเวงธาษตรี เป็นธรณีหงสา เสื่อมกฤตยาสยามยศ สาหสสหากมากมวล ควรลงทัณฑ์ถึงม้วย ด้วยพระอัยการศึก จารึกชื่อชั่วฟ้า ไว้เป็นขนบภายหน้า อย่าให้ใครยลเยี่ยงนา

โคลง๔
                                                                สมเด็จพนรัตเจ้า                  จอมชี
                                                ฉลองพจน์ราชวาที                              ท่านให้
                                                ทวยทูลละอองธุลี                                บัวบาท พระนา
                                                พื้นภักดีต่อใต้                                       บทเบื้องเรณู
                                                                ดูผิดไป่รักท้าว                      ไป่เกรง
                                                แผกระบอบแต่เพรง                            ห่อนพ้อง
                                                พระเดชหากแสดงเอง                        อำนาจ พระนา
                                                เสนอทุกทวยธเรศก้อง                        เกียรติอ้างอัศจรรย์
ฯลฯ
                          
                                                                พระตรีโลกนาถแผ้ว           เผด็จมาร
                                                เฉกพระราชสมภาร                            พี่น้อง
                                                เสด็จไร้พิริยะราญ                               อรินาศ ลงนา
                                                เสนอพระยศยิ่งยินก้อง                      เกียรติท้าวทุกภาย

                                                                ผิวหลายพยุหยุทธ์ร้า           โรมรอน
                                                ชนะอมิตรมวลมอญ                           มั่วมล้าง
                                                พระเดชบ่ดาลขจร                               เจริญฤทธิ์ พระนา
                                                ไปทั่วธเรศออกอ้าง                             เอิกฟ้าดินไหว
                        
                                                                อย่าไทโทมนัสน้อย             หฤทยา
                                                เพื่อพระราชกฤษฏา                            แต่กี้
                                                ทุกทวยเทพคณา                                   ซุมซ่วย พระเอย
                                                แสดงพระเดโชชี้                                 ชเยศไว้ในสนาม
โคลง๒
                                                               สมดั่งความตูพร้อง              ขอบพิตรอย่าข้อง
                                                ขุ่นแค้นเคืองกมล                                ท่านนา
                                                โดยยุบลถ่องแท้                                   ฤๅสนเท่ห์เล่ห์แล้
                                                ถูกถ้อยแถลงการณ์                              นี้นา


ร่าย
                ปางนฤบาลบดินทร์ ยินสมเด็จพระวันรัต จำแนกอรรถบรรยาย ถวายวิสัชนาสาร โดยพิสดารพรรณนา เสนอสมญายศโยค พระบรมโลกโมลี ด้วยวิธีอุปมาแห่งกฤษฎาภินิหาร ดาลมนัสชุ่มชื้น ตื้นเต็มปรีดิ์ปราโมทย์ โอษฐ์ออกื้นสาธู ชูพระกรกรรพุม ชุมทศนัขเหนือผาก เพื่อยินมลากเลอมาน เจ้ากูขานคำขอบ ชอบทุกสิ่งจริงถ้อย ถวิลบ่แหนงหนึ่งน้อย แน่แท้แถลง แลนา
โคลง ๔
                                                                แจ้งเหตุแห่งเหือดขึ้ง          ในมนัส
                                                จึ่งพระวันรัตวัด                                   ป่าแก้ว
                                                ถวายพรบวรศรีสวัสดิ์                         สว่างโทษ ท่านนา
                                                นฤทุกข์นฤภัยแผ้ว                               ผ่องพ้นอันตราย

                                                                ทั้งหลายทวยบาทเบื้อง       บงกช
                                                ควรโคตรโทษสาหส                           อะคร้าว
                                                แต่ทูลธุลีบท                                          สนองบาท มานา
                                                เพรงพระอัยกาท้าว                             ตราบไท้พระเจ้าหลวง

                                                                ล่วงถึงบพิตรผู้                      เถลิงถวัลย- ราชย์ฤๅ
                                                คือพุทธบรรษัทสรรพ์                         สืบสร้าง
                                                เชิญดอดอวยทัณฑ์                              ทวยโทษ นี้นา
                                                เลยอย่าลาญชีพมล้าง                          หนึ่งครั้งขอเผือ

                            
                                                                ไว้เพื่อผดุงเดชเจ้า                จอมปราณ
                                                ก่อเกิดราชรำบาญ                                ใหม่แม้
                                                พูนเพิ่มพระสมภาร                            เพ็ญภพ พระนา
                                                วายบ่หวังตนแก้                                   ชอบได้ไป่มี
ร่าย
                นฤบดีดาลสดับอรรถ ซึ่งพระวันรัตอภิปราย ถวายพระพรอาจายน์ โทษมวลมาตย์ทุกมุล เพื่อการุญบริรักษ์ ภักดีในบาทบงสุ์ จึ่งพระองค์อนุญาต พระราชทานโทษทั้งผอง โดยอันครองยศ บรรหารพจนพาที ซึ่งเจ้าชีขานขอ ข้อยยกยอโทษให้ แต่ชอบใช้ไปรอน เอานครตะนาวศรี บุรีทวายมริด ถ่ายหนผิดหาชอบ ขุนสงฆ์ตอบคำขาน ข้อโรมราญราวิศ ไป่เป็นกิจตูตาม ใช่เงื่อนงามบรรพชิต โดยพิตรอัธยา เบื้องบัญชาเชิงใช้ ขอลาไท้ลีลาศ ยังอาวาสเวียงวัด ตระบัดท่านจรลี พาเพื่อนชีอะคร้าว คืนสู่ด้าวอาราม เจ้าจอมสยามเสาวนีย์ เนืองมนตรีพ้นโทษ โปรดให้เนาตำแหน่ง แห่งฐานันดรยศ พระราชกำหนดโดยดับ ทัพเจ้าพระยาคลัง รังพลห้าหมื่นเสร็จ เห็จโหมเวียงทวาย หมายเจ้าพระยาจักรี พรักพิรีย์เทียบทัด รัดไปโรมตะนาวศรี ตีมริดเวียงชัย จึ่งชไมมาตยา บัลคลลายาตรพยู่ห์ สู่แดนเศิกโดยปอง ปิ่นเสียมสองสุริยชาติ ตรัสพิภาษพจนา ซึ่งอุตรานคเรศ เขตสีมาเมืองออก เลิกครัวครอกมาหลาย หมายบ่หมดทั้งผอง ตริไตรครองคราวศึก เสื่อมหาญฮึดแบ่งเบา จักโรมเราฤๅย่าน ฝีมือม่านมอญมวล ควรผดุงชนบท ปรากฏเกียรติยืนยง คงคู่กัลป์ประลัย เฉลิมแหล่งไผททั่วด้าว แสดงพระยศไทท้าว ธิราชไว้ไป่วาย นามนา
ฯลฯ


โคลง๔
                                                                เสร็จแสดงพระยศเจ้า         จอมอยุธ- ยาแฮ
                                                องค์อดิศรสมมุติ                                  เทพไท้
                                                นเรศวรรัตนมกุฎ                                 เกศกษัตริย์ สยามฤๅ
                                                หวังอยู่คู่ธเรศไว้                                   ฟากฟ้าดินเฉลิม

                                                                รังเริ่มรจเรขอ้าง                   อรรถา แถลงเอย
                                                เสมอทิพย์มาลย์ผกา                            เก็บร้อย
                                                ฉลองบทรัชนรา-                                 ธิปผ่านภพฤๅ
                                                โดยบ่เชี่ยวเชลงถ้อย                            ถ่องแท้แลฉลาย

                                                                บรรยายกลกาพย์แสร้ง        สมญา ไว้แฮ
                                                สมลักษณ์เล่ห์เสาวนา                         เรื่องรู้
                                                “ตะเลงพ่ายเพื่อตะเลงปรา-             ชเยศ พระเอย
                                                เสนอฤทธิ์สองราชสู้                           ศึกช้างกลางสมร

                                                                อวยพรคณะปราชญ์พร้อม พิจารณ์ เทอญพ่อ
                                                ใดวิรุธบรรหาร                                     เหตุด้วย
                                                จงเฉลิมแหล่งพสุธาร                         เจริญรอด หึงแฮ
                                                มลายโลกอย่ามลายม้วย                      อรรถอื้นอัญขยม

                                                                กรมหมื่นนุชิดเชื้อ              กวีวร
                                                ชิโนรสมิ่งมหิศร                                 เสกให้
                                                ศรีสุคตพจนสุนทร                              เถลิงลักษณ์ นี้นา
                                                ขัตติยวงศ์ผจงโอษฐ์ไว้                        สืบหล้าอย่าศูนย์
ฯลฯ
                                                                ผิววงว่ายวัฏเวิ้งวารี              โอฆฤๅ
                                                บลุโลกกุตรโมลี                                   เลิศล้น
                                                จงเจนจิตกวี                                          วรวากย์ เฉลียวเอย
                                                ตราบล่วงบ่วงภพพ้น                          เผด็จเสี้ยนเบียนสมร
ฯลฯ
ถอดความ

                สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้ว กับพระราชาคณะ ๒๕  รูปสองแผนก คือ ฝ่ายคามวาสี และ อรัญวาสี มาถวายพระพรและถามข่าวที่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัยชนะ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงเล่าจบ พระวันรัตกราบทูลว่าเมื่อพระองค์ทรงมีชัยชนะ เหตุใดจึงลงโทษข้าราชบริภารเหล่านั้น สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสต่อไปว่า แม่ทัพนายกองทั้งปวงซึ่งได้รับเกณฑ์เข้าในกองทัพ เมื่อเห็นข้าศึกก็ตกใจกลัว ยิ่งกว่ากลัวพระองค์ซึ่งเป็นเจ้านาย ไม่ตามเสด็จให้ทัน ปล่อยให้พระองค์สองพี่น้องเข้าสู้รบท่ามกลางข้าศึกจำนวนมากจนมีชัยชนะรอดพ้นความตายจึงได้มาดูหน้าพวกทหารเหล่านั้น ทั้งนี้เพราะคุณความดียิ่งใหญ่ที่ได้ทำนุบำรุงบ้านเมืองไว้คอยอุดหนุนพระบรมเดชานุภาพของพระองค์สองพี่น้อง ถ้าไม่ได้ความดีแต่เก่าแล้ว กรุงศรีอยุธยาจะต้องสิ้นอำนาจเสียแผ่นดินแก่กรุงหงสาวดีเป็นการเสื่อมเสียเกียรติยศ จึงควรลงโทษตามพระอัยการศึกเพื่อมิให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่างสืบไป สมเด็จพระวันรัตจึงกราบทูลว่า บรรดาข้าข้าราชการเหล่านั้นล้วนมีความจงรักภักดี แต่เพราะพระบรมเดชานุภาพปรากฏแก่ปวงชนเป็นที่น่าอัศจรรย์จึงบันดาลให้เป็นเช่นนั้น เมื่อครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ( พระตรีโลกนาถ ) ทรงชนะพระยามารลำพังพระองค์เองเช่นเดียวกับ สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ เสด็จไปปราบอริราชศัตรูจนแพ้พ่ายโดยปราศจากไพร่พล พระเกียรติยศจึงเลื่องลือกึกก้องไปทั่วทุกแห่งหน หากมีทหารล้อมจำนวนมากแล้วเอาชนะได้ พระเกียรติยศก็ไม่ฟุ้งเฟื่องเพิ่มพูน และกษัตริย์ทั้งหลายก็จะไม่พากันออกพระนามเอิกเกริกกันเช่นนี้ ขอพระองค์ทั้งสองอย่าได้โทมนัสน้อยพระทัย ทั้งนี้เพราะบุญบารมีของทั้งสองพระองค์ ทวยเทพทั้งหลายจึงบันดาลให้เป็นไปดังนั้น ขอทั้งสองพระองค์ อย่าได้ทรงขุ่นแค้นพระทัย สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงฟังก็ทรงเห็นด้วย เมื่อพระวันรัตเห็นว่าทรงคลายกริ้วแม่ทัพนายกองแล้ว จึงกล่าวถวายพระพรให้สมเด็จพระนเรศวรปราศจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งปวง แล้วกราบทูลว่า แม่ทัพนายกองเหล่านี้มีความผิดรุนแรง ควรได้รับโทษทั้งโคตร แต่เคยได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาแต่ก่อนนับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระบรมราชอัยกา และสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดา จนล่วงถึงสมเด็จพระนเรศวร ขอให้ ทรงงดโทษประหารแม่ทัพนายกอง เพื่อจะได้เป็นกำลังส่งเสริมพระบรมเดชานุภาพ และเพิ่มพูนพระบารมีให้แผ่ไปทั่วบ้านเมือง สมเด็จพระนเรศวรทรงพระราชทานอภัยโทษตามคำทูลของพระวันรัต แต่ทรงเห็นสมควรที่จะใช้ให้ไปตีเมืองตะนาวศรี ทวาย และ มะริด เป็นการชดเชยความผิดจึง พระราชทานอภัยโทษแม่ทัพนายกอง และมีพระราชกำหนดให้ เจ้าพระยาคลังไปตีเมืองทวาย ให้เจ้าพระยาจักรีไปตีเมือง มะริด และ ตะนาวศรี เป็นการไถ่โทษ จากนั้นทรงมีพระราชดำรัสถึงหัวเมืองฝ่ายเหนือว่า ไทยได้กวาดต้อนครอบครัวเข้ามาจำนวนมากแต่ยังไม่หมด ทรงมีพระราชดำริ ถึงศึกพม่า- มอญ ว่าคงจะลดลงถึงจะยกมาอีกคงไม่น่ากลัว ควรจะได้ทะนุบำรุงหัวเมืองฝ่ายเหนือไว้ให้รุ่งเรืองปรากฏเป็นเกียรติยศสืบต่อไปชั่วกัลปาวสาน